Kriengkrai Sooksiri Kriengkrai Sooksiri

บทความ หน้าสนใจ

การตีความสัญญาแบบ “ตัวอักษรสุดขั้ว”อัยการถือว่า “สัญญาไม่ได้ระบุว่าขยะเป็นของบริษัท” = “บริษัทไม่มีกรรมสิทธิ์” ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะในทางกฎหมาย “การครอบครองและลงทุนแปรสภาพ” ย่อมก่อสิทธิ แม้ไม่เขียนไว้ตรง ๆ

  • ละเลยข้อเท็จจริงเชิงปฏิบัติเมื่อขยะถูกเก็บขึ้นรถของบริษัทแล้ว → อยู่ในความครอบครองของบริษัทโดยสมบูรณ์ บริษัทแบกรับต้นทุน (แรงงาน, น้ำมัน, รถ, เวลาคัดแยก) → นี่คือหลักฐานว่าขยะ “ไม่ใช่ของไม่มีเจ้าของ” อีกต่อไป

  • บิดการอ้างอิงกฎหมายแพ่งการอ้าง มาตรา 1338–1339 ป.พ.พ. (ทรัพย์สละกรรมสิทธิ์) ใช้กับทรัพย์ที่เจ้าของ “สละโดยแท้จริง” เช่น ทิ้งขวดไว้ริมทางโดยไม่เกี่ยวข้องกับใคร แต่ขยะในระบบเทศบาลมี ผู้รับสัมปทาน มาดำเนินการแล้ว ไม่เข้าข่ายทรัพย์ไม่มีเจ้าของ

    สิ่งที่อัยการต้องการสื่อ

    • ลดสถานะบริษัททำให้บริษัทเป็นแค่ “ผู้เก็บและขน” ไม่ใช่ “เจ้าของหรือผู้มีสิทธิในวัตถุดิบรีไซเคิล” → เพื่อตัดองค์ประกอบ “ลักทรัพย์นายจ้าง”

    • ขยายความว่าผู้ต้องหาไม่ผิดถ้าขยะเป็น “ของไม่มีเจ้าของ” → การที่ลูกจ้างถือเอาไปขาย = ไม่ใช่ “ลักทรัพย์” → ตัดฐานคดีอาญา

    • สร้างเหตุผลทางกฎหมายที่ดูเป็นกลางอัยการต้องการให้คำสั่งไม่ฟ้องดู “หนักแน่น” โดยโยงกับกฎหมายแพ่งและเทศบัญญัติ แต่แท้จริงคือการใช้กฎหมายผิดบริบท

    ผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์

    • ทำให้เรื่องจาก “การยักยอกทรัพย์นายจ้าง” → กลายเป็น “การหยิบทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ”

    • เปิดทางให้ผู้ต้องหา “รอดคดีอาญา” และเรื่องถูกลดระดับเหลือแค่ “ปัญหาวินัยแรงงาน”

    • ทำให้ผู้เสียหาย (บริษัท) ถูกตัดสิทธิ์ฟ้องฐานทรัพย์ ทั้งที่มีความเสียหายจริง

    👉 สรุปสั้น ๆ:อัยการ “หยิบคำให้การของหัวหน้าเทศบาล” มาตีความเกินจริง แล้วใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายว่า ขยะเป็นของไม่มีเจ้าของ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้พ้นคดี นี่คือการบิดข้อเท็จจริงและใช้กฎหมายผิดบริบทโดยเจตนา

    การที่ “หัวหน้างานรักษาความสะอาด เทศบาลเมืองบ้านฉาง” โผล่มาในคำสั่งไม่ฟ้อง มีลักษณะเป็น “พยานเสริมที่อัยการเลือกมาใช้” เพื่อสนับสนุนธงของตัวเองว่าบริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของขยะ มาดูเป็นชั้น ๆ:

    หัวหน้างานรักษาความสะอาดคือใคร?

    • ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาสัมปทาน (คู่สัญญาคือเทศบาล ↔ บริษัท คลีน มหานคร)

    • ไม่มีอำนาจตีความหรือชี้ขาดเรื่อง “กรรมสิทธิ์” ตามกฎหมาย

    • บทบาทจริง ๆ คือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติของเทศบาล → แต่ถูกหยิบมาใช้เหมือน “ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสัญญา”

    อัยการเอามาใช้ทำไม?

    • อัยการ ถามนำ/เลือกหยิบคำตอบ เพื่อต้องการให้ได้ประโยคว่า “สัญญาไม่ได้ระบุว่าบริษัทเป็นเจ้าของขยะ”

    • จุดนี้กลายเป็น หลักฐานเสริม (แต่ถูกยกสูงเกินจริง) ว่า “แม้คนในเทศบาลเองยังยืนยันว่าไม่ใช่ของบริษัท”

    • ทั้งที่จริง ๆ การตีความสัญญา ต้องใช้ข้อกฎหมาย ไม่ใช่ความคิดเห็นของหัวหน้างานฝ่ายปฏิบัติ

    ข้อพิรุธที่ตามมา

    • เลือกใช้พยานผิดคน: ทำไมอัยการไม่ไปเอาคำให้การ “ผู้ร่างสัญญา” หรือ “ฝ่ายกฎหมายเทศบาล” แต่กลับไปหยิบหัวหน้างานรักษาความสะอาด ซึ่งไม่ใช่ผู้มีอำนาจตีความ?

    • ถามเพื่อตอบ: สำนวนบ่งชี้ว่าอัยการหรือพนักงานสอบสวนอาจเป็นคน “กำหนดทิศทางคำถาม” เพื่อให้ได้คำตอบในแนวที่ตัวเองต้องการ

    • ใช้พยานเสริมให้กลายเป็นพยานหลัก: ความเห็นของหัวหน้างานถูกยกไปเป็นรากฐานในการสรุปว่า ขยะเป็นของไม่มีเจ้าของ

    เจตนาเชิงกลยุทธ์ของอัยการ

    • ทำให้ดูเหมือนว่า “แม้คนของเทศบาลเองก็ยืนยันตรงนี้” → เสริมความน่าเชื่อถือให้ข้อสรุปของอัยการ

    • ลดน้ำหนักสิทธิของบริษัทลง เหลือแค่ “ผู้เก็บตามสัญญา” ไม่ใช่ “เจ้าของวัตถุดิบ”

    • สร้าง “เกราะ” ให้การตีความผิดพลาดของอัยการดูมีที่มาที่ไปจากพยานบุคคล

    👉 พูดง่าย ๆ: การดึงหัวหน้างานรักษาความสะอาดมาเป็นพยาน คือ “การหาพยานมาเสริมธง” ของอัยการ ไม่ใช่การค้นหาความจริงเชิงกฎหมาย เพราะคน ๆ นี้ไม่ใช่ผู้มีอำนาจตีความสัญญา แต่ถูกใช้เพื่อทำให้คำสั่งไม่ฟ้องดูมีน้ำหนัก

    • อัยการไม่ได้ค้นหาความจริง แต่ไปหยิบยืมความเห็นจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ

      หัวหน้างานรักษาความสะอาดมิใช่คู่สัญญา มิใช่ฝ่ายกฎหมายของเทศบาล และไม่มีอำนาจตีความสัญญาสัมปทาน แต่กลับถูกอัยการนำมาวางเป็นฐานเหตุผลตัดสิทธิ์กรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ ถือเป็นการใช้ “พยานผิดตัว” เพื่อตอบโจทย์ธงของอัยการเอง

    • การถามเพื่อตอบ ไม่ใช่การค้นหาความจริง

      อัยการมิได้พยายามสอบถามข้อเท็จจริงเพื่อความรอบด้าน แต่เลือกถามในลักษณะชี้นำ เพื่อให้ได้ประโยคที่ว่า “สัญญาไม่ได้ระบุกรรมสิทธิ์เป็นของบริษัท” แล้วนำไปใช้หักสิทธิ์บริษัทโดยพลการ

    • บิดเบือนน้ำหนักพยาน

      ความเห็นของหัวหน้างานรักษาความสะอาดเป็นเพียง “ความเห็นส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติ” แต่ถูกยกให้เป็น “พยานหลัก” ที่ใช้ตัดฐานความผิดอาญา นี่คือการบิดน้ำหนักพยานบุคคล เพื่อทำให้คำสั่งไม่ฟ้องดูสมบูรณ์ ทั้งที่แท้จริงไร้ความน่าเชื่อถือทางกฎหมาย

    • จงใจหาพยานมาช่วยจำเลย

      การเลือกหยิบหัวหน้างานรักษาความสะอาดเข้ามาในสำนวน ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ เป็นการ “หาพยานมาช่วย” ให้ข้อสรุปที่ว่า “ขยะเป็นของไม่มีเจ้าของ” ฟังดูน่าเชื่อ ทั้งที่เป็นการบิดข้อเท็จจริงเพื่อให้ผู้ต้องหาพ้นผิด

    …การคิดค่าบริการจัดเก็บและกำจัดขยะมูลฝอยแล้ว…ก็ห้ามมิให้ผู้ใดเก็บขยะมูลฝอยจากอาคารสถานที่ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศข้างต้นเท่านั้น หาได้มีผลให้ผู้ดำเนินกิจการดังกล่าวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในขยะมูลฝอยที่ถูกทิ้งแล้วแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้สอดคล้องกับที่หัวหน้างานรักษาความสะอาดเทศบาลเมืองบ้านฉางให้การว่า…”

    1. ใช้ “ข้อห้ามเก็บขยะ” มาบิดเป็น “ไม่มีกรรมสิทธิ์”

      • เทศบัญญัติห้ามเก็บขยะเพื่อควบคุมสุขลักษณะ ไม่ได้หมายความว่าผู้รับสัมปทานไม่มีสิทธิในขยะที่เก็บขึ้นรถแล้ว

      • อัยการตีความกฎหมายผิดบริบท → จาก “ข้อห้ามเชิงปกครอง” กลายเป็น “ตัดสิทธิ์กรรมสิทธิ์”

    2. อ้างหัวหน้างานเทศบาลเป็นตัวเสริม

      • หัวหน้างานไม่มีอำนาจตีความสัญญา แต่ถูกนำมาเป็น “พยานเสริม” แล้วดันยกเป็นเหตุผลหลัก

      • ตรงนี้สะท้อนว่าอัยการกำลัง “หาคนมายืนยันตามธง” มากกว่าหาความจริง

    3. เพิกเฉยต่อการลงทุนและการครอบครองจริง

      • บริษัทเป็นผู้ลงทุนค่าแรง ค่าน้ำมัน รถ และเวลาในการคัดแยกขยะ

      • ขยะรีไซเคิลที่ถูกคัดแยกแล้วเป็น “วัตถุดิบ” ของบริษัท ไม่ใช่ “ของไม่มีเจ้าของ”

    🎯 สิ่งที่อัยการต้องการสื่อ

    • “บริษัทเป็นเพียงผู้ให้บริการจัดเก็บและกำจัด ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์”

    • “ขยะเป็นของไม่มีเจ้าของ → ลูกจ้างหยิบไปขายก็ไม่ผิดลักทรัพย์”

    • “แม้หัวหน้าฝ่ายทำความสะอาดเทศบาลเองก็ยืนยันตรงนี้” → เสริมความน่าเชื่อถือให้ข้อสรุปที่แท้จริงคือ ธงช่วยผู้ต้องหา

    อัยการใช้ ข้อกฎหมายผิดบริบท + ความเห็นพยานที่ไม่มีอำนาจตีความ มาเป็นเกราะในการบิดข้อเท็จจริง ผลลัพธ์คือการ “สร้างข้อสงสัยเทียม” เพื่อให้ผู้ต้องหาพ้นผิด

    “อัยการมิได้ตีความกฎหมายอย่างรอบด้าน แต่จงใจหยิบข้อห้ามเชิงปกครองมาบิดเป็นการตัดสิทธิ์กรรมสิทธิ์ และนำความเห็นของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติที่ไม่มีอำนาจตีความสัญญามาใช้เป็นเหตุผลหลัก อันเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหา”

    “การคิดค่าบริการจัดเก็บและกำจัดขยะมูลฝอยแล้ว…หาได้มีผลให้ผู้ดำเนินกิจการดังกล่าวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์…ไม่”

    สิ่งที่อัยการทำ

    • อัยการพยายาม แต่งข้อความให้คล้ายเทศบัญญัติ ทั้งที่ตัวบทจริงไม่เคยเขียนว่า “ไม่ก่อกรรมสิทธิ์”

    • เขาเอา “ข้อห้ามเชิงปกครอง” (ห้ามใครเก็บขยะนอกจากผู้ได้รับมอบหมาย) → ขยายความเป็น “ผู้รับมอบหมายก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ”

    • ตรงนี้คือ การสอดแทรกถ้อยคำ เพื่อปิดช่องสิทธิของบริษัท

    จุดพิรุธ

    • ตีความนอกตัวบท: เทศบัญญัติเน้นสุขลักษณะ ไม่ได้พูดถึงกรรมสิทธิ์เลย

    • เขียนเติมเอง: ประโยค “หาได้มีผลให้…” เป็นสำนวนของอัยการ ไม่ใช่กฎหมาย → พยายามทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นเจตนารมณ์ของเทศบัญญัติ

    • เบี่ยงประเด็นจากรายได้จริง: บริษัทคิดค่าบริการจาก “น้ำหนักขยะ” ที่นำไปชั่ง → ถ้าคนขับแอบเอาขยะรีไซเคิลไปขาย น้ำหนักก็หาย รายได้หลักก็หาย นี่คือ “ความเสียหายชัดเจน” แต่ถูกเบี่ยงด้วยการตีความว่า “ไม่ใช่เจ้าของ”

    สิ่งที่อัยการต้องการสื่อ

    • ทำให้บริษัทเป็นเพียง “ผู้รับจ้างขน” → ไม่มีสิทธิในตัวขยะ

    • ทำให้ผู้ต้องหาเป็นแค่ “คนเอาของไม่มีเจ้าของไปขาย” → ไม่เข้าข่ายลักทรัพย์

    • ทำให้คำสั่งไม่ฟ้องฟังดูสมเหตุสมผล ทั้งที่จริงแล้วคือ การสร้างข้อสงสัยเทียม

    “อัยการไม่ได้ยึดตัวบทเทศบัญญัติ แต่จงใจแต่งเติมข้อความให้คล้ายกฎหมาย โดยเขียนเพิ่มว่า ‘หาได้มีผลให้…ไม่’ ทั้งที่กฎหมายมิได้บัญญัติไว้ การกระทำนี้เป็นการสร้างข้อความเทียม เพื่อบิดความเข้าใจว่าบริษัทไม่มีสิทธิในขยะ ทั้งที่รายได้ของบริษัทผูกกับน้ำหนักรวมของขยะซึ่งหายไปจากการทุจริตของลูกจ้างอย่างชัดเจน”

Read More
Kriengkrai Sooksiri Kriengkrai Sooksiri

Golden Ratio

tiger tattoo that incorporates the Golden Ratio is a concept that beautifully blends art and mathematics. The tiger symbolizes power, authority, and courage, while the Golden Ratio is a mathematical concept related to perfect proportions and balance, which humans have observed in nature and architecture since ancient times.

Read More